เกี่ยวกับศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ...

เกี่ยวกับศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub)

มีบริการรักษาพยาบาลแบบครบวงจร “ขณะนี้ประเทศไทย ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลขอสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมท่องเที่ยว ปี 2555 จำนวน 22 ล้านกว่าคน เพิ่มเป็น 29 ล้านกว่าคน ในปี 2558 ล่าสุดในเดือนมกราคม 2559 มีจำนวน 3 ล้านกว่าคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปี 2558 ร้อยละ 15 ส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น จีน มาเลเชีย เป็นต้น รองลงมา อเมริกา และเอเชียใต้ โดยในส่วนของบริการสุขภาพ คาดการณ์ในปี 2557 สร้างรายได้กว่า 140,000 ล้านบาท และคาดการณ์ในปี พ.ศ. 2558 มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยได้รับความเชื่อถือ และยอมรับจากชาวต่างชาติว่าเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ”

ทั้งนี้จุดเด่นของประเทศไทย ที่ล้ำหน้าประเทศอื่นๆ มีทั้งแพทย์ที่มีความชำนาญระดับสากล บุคลากรมืออาชีพ บริการด้วยน้ำใจ สุภาพ เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มีเครื่องมือที่ทันสมัย ค่ารักษาพยาบาลที่ถูกกว่าประเทศอื่น และที่สำคัญที่สุด คือ สถานพยาบาลของไทยได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากล ที่เรียกว่า เจซีไอ (JCI) ถึง 53 แห่ง มากที่สุดในอาเซียน และมีสถานพยาบาลผ่านการรับรองคุณภาพ เอชเอ (HA) กว่า 800 แห่ง หรือกล่าวได้ว่าคุณภาพของไทยทั้งดีและถูก แม้กระทั่งในกลุ่มประเทศอาเซียน ยังมีผู้เข้ามาใช้บริการปีละกว่า 100,000 คน ซึ่งประเทศที่เข้ามาใช้บริการมากที่สุดคือประเทศพม่า รองลงมาก็คือประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ซึ่งมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ และสาธารณสุขที่ดีก็ยังเดินทางเข้ามารับบริการในไทยเช่นกัน

สำหรับจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งมีชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวปีละกว่า 8,000,000 คน ได้พัฒนาเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยขณะนี้มีสถานพยาบาลที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เจซีไอ พร้อมให้บริการชาวต่างชาติรวม 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต โรงพยาบาลสิริโรจน์ และซี สไมล์ เดนทัล คลินิก เช่น การผ่าตัดหัวใจ ผ่าตัดข้อกระดูก ศัลยกรรมแปลงเพศ เสริมความงามและทันตกรรม อย่างไรก็ตามจะไม่กระทบต่อบริการของภาครัฐ เนื่องจากชาวต่างชาติจะใช้บริการสถานพยาบาลเอกชนเป็นส่วนใหญ่ และที่ผ่านมาแทบจะไม่มีการดึงบุคลากรจากภาครัฐไปใช้ในเอกชน โดยส่วนใหญ่จะเป็นความร่วมมือกันมากกว่า